วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง พระมหาธาตุเจดีย์ ประจำปีเกิด ปีกุน

วิธีทำอาหารเพื่อสุขภาพ
วิธีทำอาหารเพื่อสุขภาพ
14/01/2018
ทำบัตรผ่านแดนเชียงแสน
การทำบัตรผ่านแดนจากอำเภอเชียงแสน เพื่อข้ามไปประเทศลาว
05/04/2018
Show all

วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง พระมหาธาตุเจดีย์ ประจำปีเกิด ปีกุน

วัดดอยตุงเชียงราย

ประวัติตำนานวัดพระธาตุเจ้าดอยตุง

ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาของ พระธาตุดอยตุง มีอยู่ว่า ที่บริเวณพระธาตุดอยตุง ประกอบด้วยยอดเขาหลายลูกสลับซับซ้อนกันอยู่ บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของอารยชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า วิรังคะ บ้าง ลัวะ บ้าง พวกนี้มีหัวหน้าชื่อปู่เจ้าลาวจก มีเมียชื่อ ผ่าเจ้าลาวจก สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับอยู่ที่ยอดเขาลูกหนึ่งทรงมะนาวตัดและทำนายว่าในอนาคตจะมีพระอรหันต์นำพระธาตุของพระองค์มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ ซึ่งต่อไปภายหน้าจะเป็นบ้านเป็นเมือง มีกษัตริย์ค้ำชูพุทธศาสนาตราบชั่ว 5,000 พระวัสส  เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานพระมหากัสสปนำพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายและพระธาตุอื่น ๆ มาไว้ พระธาตุได้ชำแรกลึกลงไปในหิน พระมหากัสสปได้ทำตุง คันหนึ่งใหญ่ยาวมาก ว่ากันว่า ร่มเงาของตุงนั้นทาบไปถึงเมืองเชียงแสนซึ่งขณะนั้นมีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นวงศ์ของสิงหนวติกุมาร ซึ่งได้อพยพมาจากตอนเหนือมาตั้งบ้านเรือนอยู่ จึงให้ปู่เจ้าลาวจกพร้อมเมียและบริวาร 500 เป็นผู้ดูแลพระธาตุ

พระธาตุดอยตุง

 

อย่างไรก็ตามพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรได้กล่าวถึงความเชื่อเรื่องพระธาตุ ซึ่งได้มีการตรวจสอบจากตำนานพระธาตุดอยตุงเมืองเชียงแสนฉบับของกรมศิลปากรและตำนานสิงหนวติปรากฏว่า ไม่ได้มีการระบุว่าเจดีย์องค์ใดเป็นพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายหรือพระธาตุส่วนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงการนำพระธาตุมา 2 ครั้งคือครั้งแรกมีพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาด้วยส่วนครั้งที่สองมีการนำพระธาตุมาหลายองค์ เมิ่อนำมาแล้วได้อัญเชิญขึ้นมาตั้งไว้บนก้อนหิน พระธาตุที่นำมาครั้งแรกทำอภินิหารจมลงในดินลึก 8 ศอก ส่วนครั้งที่สองจมลงในดินลึก 7 ศอก ด้วยเหตุนี้การจะระบุว่าเจดีย์องค์ใดเป็นที่สถาปนาพระธาตุจึงเป็นคำอธิบายของคนสมัยหลัง ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อในตำนาน  มีการเปรียบเทียบภาพถ่ายระหว่างพระธาตุดอยตุงกับพระธาตุดอยสุเทพในรูปทรงที่เห็นปัจจุบัน มีหลักฐานบ่งชี้ในตำนานพระธาตุดอยสุเทพชัดเจนว่าเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2068 ซึ่งตรงกับสมัยพระเกศเกล้าครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทำองค์ระฆัง บัลลังก์และมาลัยลูกแก้วเป็น 12 เหลี่ยม ลักษณะพระธาตุดอยตุงองค์เดิมมีการทำเป็นเหลี่ยมเช่นกันแต่มี 8 เหลี่ยม การนิยมทำส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวให้เป็นเหลี่ยมนี้ ไม่ปรากฏว่ามีที่ใดเก่าไปกว่าของพระธาตุดอยสุเทพ ดังนั้นได้มีการตรวจสอบกับตำนานพระธาตุดอยตุง เมืองเชียงแสนฉบับหอสมุดแห่งชาติว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำนุบำรุงพระธาตุ ในสมัยตั้งแต่ พ.ศ.2068 หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2129 กษัตริย์เชียงใหม่ผู้เป็นเชื้อสายของบุเรงนองได้มาทำนุบำรุงพระธาตุองค์นี้ พระธาตุดอยตุง ชำรุดทรุดโทรมผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน กระทั่งปี พ.ศ.2470 ครูบาศรีวิชัยได้มาทำการบูรณะพระธาตุดอยตุง โดยการฉาบปูนใหม่แต่ยังรักษาทรวดทรงของเดิมของเก่า ที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพุทธศาสนิกชนยังคงเดินทางขึ้นไปนมัสการองค์ปฐมพระบรมธาตุแห่งล้านนากันอย่างไม่ขาดสาย เนื่องจากพระธาตุดอยตุง เป็นเสมือนเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวไทยใหญ่จากพม่ารวมถึงชาวลาวจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ สังเกตได้จากในช่วงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมานมัสการองค์พระธาตุดอยตุงแห่งนี้อยู่อย่างไม่ขาดสาย

ระฆัง วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง เชียงราย

ความเป็นมาของโครงการบูรณะและพัฒนาวัดพระธาตุเจ้าดอยตุงปี พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๒ ดังนี้

วัดพระมหาชินธาตุเจ้า (ดอยตุง) หรือเรียกโดยทั่วไปว่า วัดพระธาตุดอยตุง ตั้งอยู่บริเวณส่วนที่เรียกว่าหน้าอกของดอยนางนอน ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขา ซึ่งดอยตุงมีระยะทางจากอำเภอเมืองเชียงรายประมาณ 46 กม. และมีพระธาตุดอยตุงประดิษฐานอยู่บนยอดดอย มองเห็นได้ในระยะไกล เนื่องจากะรธาตุดอยตุงตั้งอยู่สูงกว่าระดับน่ำทะเลประมาณสองพันเมตร    ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุดอยตุงสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอชุตราช กษัตริย์ผู้ครองนครโยนกพันธุ์ (ปัจจุบันคืออำเภอแม่จัน) พระมหากัสสปะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) แล้วมอบให้แก่ พระเจ้าอชุตราช ได้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นไว้บนดอยแห่งนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ แล้วจึงได้ให้ทำตุง (ธง) มีความยาว 1,000 วา ปักไว้บนยอดเขา หากตุงปลิวไปถึงที่ใด ก็กำหนดมห้เป็นฐานของพระเจดีย์ ทั้งนี้พระองค์ได้พระราชทานทองคำให้พวกลาวจกเป็นค่าที่ดิน และให้พวกปีลักยู 500 ครอบครัว ดูแลรักษาพระธาตุ ต่อมาในสมัยพญามังรายแห่งราชวงศ์มังราย พระมหาวชิรโพธฺเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย 50 องค์ พญามังรายจึงให้สร้างพระเจดีย์อีกองค์ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม นับจากนั้นเป็นต้นมา พระธาตุดอยตุงจึงได้มีเจดีย์สององค์มาจนถึงทุกวันนี้

วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง เชียงราย

รูปแบบสถาปัตยกรรม พระธาตุดอยตุงแต่เดิมมีองค์เดียว รูปแบบกสนก่อเป็นศิลปะเชียงแสนย่อมุมไม้สืบสอง คล้ายกับพระธาตุดอยสุเทพ เมืองเชียงรายสมัยก่อนเป็นเมืองร้างอยู่หลายครา พระธาตุดอยตุงจึงขาดการบูรณะปฏิสังขรณ์ ตัวพระธาตุทรุดโทรมและพังทลายลงนับตั้งแต่พญามังรายได้สร้างเจดีน์อีกองค์ใกล้กัน อีกองค์หนี่งจึงทำให้พระธาตุดอยตุงมีสององค์ ปัจจุบันพระธาตุเป็นสีกองขนาดเล็กสององค์สูงประมาณ 5 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจระนำสี่ทิศ อยู่บนดอยสูงแวดล้อมด้วยป่ารกคลื้ม เรียกว่า สวนเทพารักษ์ เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 องค์พระธาตุทรุดโทรมมาก ครูบาเจ้าศรีวิชัย กับประชาชนเมื่องเชียงรายได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์องค์ระฆังขนาดเล็กสององค์บนฐานแปดเหลื่ยม ตามศิลปะแบบล้านนา การบูรณะครั้งหลังสุด มีขั้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 โดยกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นครอบพระเจดีย์เดิมไว้

 

การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ

การดำเนินการในครั้งนี้ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ  อันประกอบด้วยบริเวณองค์เจดีย์และพื้นที่บริเวณวัดพระธาตุดอยตุง (เขตพุทธวาส) จุดชมวิวและบริเวณลานจอดรถในส่วนขององค์ประกอบของพระธาตุเจดีย์  สมัยของอาจารย์จิตร บัวบุศย์ เป็นผู้ออกแบบได้แก่พระพุทธรูปและยอดฉัตรกฌได้นำมาจัดแสดง ณ ที่ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ด้วย ซึ่งที่ศูนย์ข้อมูลพระธาตุเจ้าดอยตุงแห่งนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนผู้เข้าชมได้ศึกษาและตระหนักถึงความสำคัญของพระธาตุดอยตุง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้สืบไปฯ

 วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง

ลำดับยุคสมัยจากการขุดค้นพบทางโบราณคดี

สภาพทั่วไปโดยรอบพระธาตุเจ้าดอยตุงนั้น พระธาตุตั้งอยู่บนหินภูเขาสูงวางแนวตามทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เป็นไปตามกติกาการวางผังการก่อสร้าง คือวิหารอยู่ด้านหน้าทิศตะวันออก (อุโบสถปัจจุบัน) พนะธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารและมีวิหารอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์ (ปัจจุบันได้ลื้อออกแล้ว) จากหลักฐานที่มีการบันทึกและข้อมูลจากการขุดแต่งองค์พระธาตุอีกทั้งการขุดค้นบริเวณโดยรอบสามารถอธิบายและจำแนกยุคสมัยในการก่อสร้างและบูรระในแต่ละครั้ง โดยเรียงลำดับการบูรณะครั้งล่าสุดไปหาครั้งแรกสุดในการบูรณะตามยุคสมัยต่าง ๆ ดังนี้

สมัยที่ ๑  เป็นสมัยก่อนบูรณะในปัจจุบันโดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ลักษณทางสถาปัตยกรรรมเป็นเจดีย์ทรงปราสาทตั้งบนฐานปัทม์ยณกิจสองชั้นคาดลูกแก้วหนึ่งเส้นเหนือชิ้นไปเป็นเรือนธาตุประดับซุ้มพระ ๔ ทิศ ด้านบนมีชั้นพระมาลัยเถาแปดเหลี่ยม หนึ่งชั้นถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังคาดด้วยเส้นประดับดอกประจำยามที่กลางองค์ระฆัง ปล้อมไฉนซ้อนกันสามชั้น ชั้นบนสุดเป็นปลียอดประกอบฉัตรตามรูปแบบบศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์บริเวณรอบประกอบด้วยลานประทักษิณและกำแพงแก้วมุกกำแพงแก้วมีการประดับด้วยฉัตรทั้ง๔มุม

สมัยที่ ๒ เป็นการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๕o๘ เป้นการบูรณะที่ไม่แล้วเสร็จซึ่งพบบริเวณเพียงฐานเท่านั้น โดยส่วนฐานบัวพบการฉายผิวด้วยคอนกรีดรูปแบบบมีฐานเพียงชั้นเดียวพร้อมตกแต่งด้วยโมเสกสีเขียวและเทพพนม  ถัดชั้นไปเป็นลวดลายสามชั้นก่อนถึงชั้นบันคว่ำเป็นหน้ากระดานและอกไก่ต่อด้วยหน้ากระดานและบัวหลายซึ่งได้การบูรณะเพียงเท่านี้ ฯ

สมัยที่ ๓ เป็นการบูรณะของครูบาเจ้าศรีวิชัยในปี พ.ศ.๒๔๗o รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นเจดีย์ระฆังแปดเหลี่ยมประกอบด้วยฐานเขียงยกสูงขั้นเล็กน้อยหนึ่งชั้นถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงเตี๊ยซ้อนกันสามชั้นรองรับฐานบัวซึ่งประดับด้วยแก้วองค์ระฆังแปดเหลี่ยมรองรับองค์ระฆังทรงแปดเหลี่ยมบนฐานเขียงสองชั้น เหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังค์รองรับปล้องไฉนซึ่งประดับด้วยปูนปั้นบัวกลุ่มปล้องไฉนนอกหลั่นก้น ๑๕ ชั้นก่อนถึงปลียอดนั้นมีปูนปั่นบัวกลุ่มรองรับปลียอกอีกที ซึ่งจากภาพถ่ายพบว่าในสมัยนั้นมีฉัตรประดับบนยอดด้วย และเห็นได้ว่าเทคนิคการบูรณะในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้นใช้ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างทั้งหมดโดยการก่อสร้างหุ้มทับองค์เดิมไว้โดยไม่ทำลายเจดีย์ภายใน จากหลักฐานเพิ่มเติมพบว่ามีการลงรักปิดทองด้วย

สมัยที่ ๔   เป็นเจดีย์สมันก่อนครูบาเจ้าศรีวิชัยบูรณะ จากหลักฐานที่พบเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมเช่นเดียวกันแต่มีขนาดเล็กกว่าสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัยประกอบด้วยฐานเขียงหนึ่งชั้นถัดขึ้นไปเป็นเส้นลวดลดหลั่นกันสามชั้นรองรับฐานบัวซึ่งประดับด้วยลูกแก้วองค์ระฆังแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บบนฐานแปดเหลี่ยมเช่นกันโดยมีเส้นลวดกันสองชั้นเหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังค์รองรับปล้องไถน ซึ่งประดับด้วยปูนปั้นบัวกลุ่มปล้องไถนและปลียอดการประดับและตกแต่งนั้นพบว่ามีการติดแผ่นทองจังโกและลงรักปิดทองส่วนองค์ระฆังขึ้นไปและปิดทอง เทคนิคในการก่ออิฐก่อปูนสั้นสลับยาวโดยปูนที่ใช้เป็นปูนโบราณและมีการฉาบปูนทับก่อนติดทองจังโก

 

สมัยที่ ๕ เป็นสมัยแรกในก่อสร้างองค์เจดีย์พระธาตุเจ้าดอยตุง ตามหลักฐานที่พบประกอบด้วยหลักฐานเจดีย์ที่อยู่ใต้ฐานเจดีย์ในสมัยหลัง ๆ ต่อมาก่อด้วยอิฐก่อดินเทคนิคในการนั้นก่อสลับสั้นสลับยาวโดยไม่มีรูปแบบตายตัวส่วนทางทิศใต้พบบานเจดีย์ในระดับที่ต่ำลงไปจนถึงพื้นใช้งานในสมัยแรกและพบแท่นบูชาอยู่บริเวณตรงกลางฐาน นอกจากนี้ยังพบบันไดนากซึ่งเป็นทางขึ้นสู่ลานประทักษิณทั้งสองด้านของเจดีย์ส่วนลานประทักษิณนั้นสันนิฐานว่าน่าจะใช้ร่วมกันกับในสมัยที่ ๔

พระเจ้าทันใจ ระฆัง วัดพระธาตุเจ้าดอยตุง เชียงราย

การดำเนินการบูรณะปฏิสังขนณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๑

นับเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่แห่งหนึ่งในภาคเหนือ ตามประวัติตำนานได้กล่าวไว้ว่า พระมหากัสสะปะเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ได้อาราธนาอัญเชิญเอายังพระบรมสารีริกธาตุกระดูกไหปลาร้า(พระรากขวัญเบื้องซ้าย) ของพระพุทธเจ้า มามอบถวายแด่พระเจ้าอุชุตราชเจ้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนกชัยบุรี รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวติ เป็นประธานพร้อมด้วยมุขมนตรีเสวกอำมาตย์ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมาบรรจุสร้างขึ้น ณ ที่ดอยดินแดง (คือดอยตุงปัจจุบัน) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1454 ต่อมาอีก 100 ปี มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า พระมหาวชิรโพธิเถร ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมามอบถวายให้พระเจ้ามังรายะนะธิราช แล้วจึงได้พร้อมใจกันนำเอาพระบรมธาตุขึ้นบรรจุสร้างใหม่ขึ้นมาอีกองค์หนึ่งบนดอยตุง พร้อมได้ปฏิสังขรณ์องค์เดิมจากนั้นมาก็ไม่ปรากฏหลักฐานรายนามผู้บูรณะปฏิสังขรณ์ ลุถึง พ.ศ.2470 ครูบาศรีวิชัย นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งลำพูนพร้อมด้วยคณะศรัทธาชาวพุทธได้ทำการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ พระวิหาร พระประธาน กาลเวลาผ่านพ้นมานานวิหารและพระประธานก็ถูกภัยธรรมชาติครอบงำชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ส่วนองค์พระเจดีย์นั้นยังมีรูปทรงปกติดีอยู่ ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2499 ได้มีอุบาสิกาผู้หนึ่งอยู่ในจังหวัดพะเยา ชื่อว่า นางทองคำ ฮั้นตระกูล ได้มีกุศลเจตนาอันยิ่งใหญ่ ทำการลงรักปิดทองพระเจดีย์ทั้ง 2 องค์ ให้เหลืองอร่ามไปทั่ว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2500 องค์สรภาณมธุรส(บ๋าวเอิง) เจ้าอาวาสวัดสมานัมบริหาร กทม. พร้อมด้วยอุบาสิกา ทองคำ ฮั้นตระกูล ได้ทำการก่อสร้างอุโสถขึ้นหนึ่งหลังพร้อมทั้งพระประธานในอุโบสถ พระสาวก หมอชีวกโกมารภัจ ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2507 ก็ได้มีการดำริในการที่จะบูรณะองค์พระธาตุดอยตุงครั้งใหญ่ ซึ่งได้ใช้เวลาเตรียมการและหาทุนต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปี ลุถึง พ.ศ.2514-2516 จึงได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไป 1 องค์ พระธาตุ 2 ที่ประดิษฐานพระประธานสิงห์หนึ่งเชียงแสน 3 พระประธานสิงห์หนึ่ง ซึ่งได้กราบทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาเป็นองค์เททอง

ในการบูรณะครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงองค์พระเจดีย์กันใหม่ ออกแบบโดยอาจารย์ประกิต(จิตร์) บัวบุศน์ องค์พระเจดีย์บุด้วยกระเบื้องโมเสดสีทอง มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 8 ซุ้ม มีฉัตรประดับทั้ง 4 มุมดังที่เห็นปรากฎวันนี้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2525 ได้มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อ ไศลยนต์ ศรีสมุทร์ เจ้าของและผู้จัดการตลาดแม่สาย ได้มีกุศลเจตนาอันแรงกล้า ได้ทำการเทลานพระธาตุและพร้อมกันนั้นทางวัดก็ได้ทำการก่อสร้างรั้วรอบบริเวณลานพระธาตุอีกโสดหนึ่ง  สำหรับท่านที่ขึ้นมานมัสการพระธาตุนั้น ท่านจะสังเกตุเห็นว่าวัดพระธาตุดอยตุงนั้นจะมีบริเวณ 2 เขตด้วยกันคือ ชั้นบนนั้นจะเป็นเขตพุทธาวาส นับเอาตั้งแต่ประตูวัดที่มียักษ์นั่งถือขวานอยู่นั้นขึ้นไป ท่านห้ามไม่ให้ใครทำสกปรกรุงรัง เช่น ถ่ายหนัก ถ่ายเบา เพราะห้องน้ำไม่มี จากที่ประตูวัดลงมา 1 กิโลเมตร เป็นเขตสังฆาวาส เป็นที่อยู่พำนักของพระสงฆ์องค์เณรและประชาชนทั่วไป

 พระสังกัจจายน์ วัดพระธาตุดอยตุง

 

ปีกุน เป็นปีที่สิบสองของปีนักษัตร (ธาตุน้ำ) มีสัญลักษณ์เป็นรูป “หมู” แต่สำหรับคนล้านนาจะใช้ ‘ช้าง’ พระธาตุประจำปีเกิดคือ พระธาตุดอยตุง แห่งวัดดอยตุง อำเภอดอยตุง จังหวัดเชียงราย เมืองเชียงใหม่ มีสัญลักษณ์ล้านนา ผสานอิทธิพลพื้นเมืองปูชนียสถานในเมืองเชียงราย จะมีขนาดไม่ใหญ่ และมักให้ความรู้สึกสงบและสันโดษ

 วัดดอยตุงเชียงราย

คำบทสวดบูชาพระธาตุดอยตุง ประจำปีกุน (ตั้งนโม 3 จบ)

อิมัสสะมิง ภัทกะกัปเป
จะตุพุทธา พุชูฌะติตะวา
กะกุสะนูระ โกนาคะมะนะ
กัสสะปะ โคตุมะราชะคะเห
จะระติปิณะฑายะ มิถิลายะนะคะเรสิ
จะรัตติ ปิณะฑายะ อะตะตีตา
พุทธาเน อิมัสสะมิง
ปัพพะตาคิริ ปะทะ
กังนะสิทิตะวา เมตเตยยะ
อะนาคะเต จะระติปิณะฑายะ
ราชะคะเห อิมัสสะมิง
ฐาเนนะสิทิสิริ สุภะปะวะ
รังมะคะโล ตะโมลากะถามุนิราชะ
สาตะระนะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง
อะหังวันทามิ สัพพะทานะตัง
วะชิระธาตุโย อะระหังวันทามิ สัพพะทา

 ขอบคุณข้อมูลจาก Ayurveda